clear  

ศิลปการเรียนรู้ การปฏิบัติสำหรับนิสิตแพทย์, แพทย์

 

  รองศาสตราจารย์ยนายแพทย์พินิจ กุลละวณิชย์ MBChB (Leeds), DTM & H (Liverpool),
  MRCP(UK), FRCP (Edinburgh, Glasgow, London, Thailand), NDC FAMM, FACG,
  FACP(Hon), FRACP(Hon), FRCPI, FAMS*

               คุณสมบัติที่แพทย์ควรจะมี :-

                      1. เป็นคนดี  

                      2. เก่งในวิชาชีพ คือ ความเป็นแพทย์

                      3. มีความรู้รอบตัว

                      4. มีสุขภาพที่ดี

 
1) เป็นคนดี

           ผู้ที่เข้าเรียนแพทย์ได้ ไม่ว่าที่ไหน จะต้องเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้ว (แต่ควรจะมีทั้ง IQ) และ EQ) ฉะนั้นถ้าคนที่ฉลาดเป็นคนไม่ดี คนที่ขี้โกง ประเทศชาติจะยิ่งแย่ แพทย์จึงควรที่จะเป็นคนดี มีศีลธรรม จริยธรรม มารยาทที่ดีงาม เป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มองคนในแง่ดี ทุกๆ คนไม่ว่าจะจนจะรวย ต่างมีทั้งข้อดีและไม่ดีทั้งนั้น ต้องหัดรู้จักนำของที่ดีในแต่ละคนที่ได้รู้จักนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สังคม เข้าได้กับทุกคน เพื่อนร่วมงานทุกๆ คน ตั้งแต่ อาจารย์ พี่ๆ น้องๆ พยาบาล ผู้ป่วย ญาติ มีความสามารถในการสื่อกับบุคคลทุกระดับ มีความยืดหยุ่น มีความพอดี รู้จักพอ ไม่โลภ ไม่เอาเปรียบคน มีมารยาทในการพูด รับประทานอาหาร การแต่งตัว ต้องมีความขยัน หนักเอาเบาสู้ มีความคิดริเริ่ม เป็นนักพัฒนา อยู่ที่ไหนอยากเห็นความเจริญมาสู่ที่นั่น ไม่ใช่อยู่แค่ไปวันหนึ่งๆ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ระเบียบของสังคม แต่ถ้ากฎ ระเบียบล้าสมัย ไม่อำนวยต่อการทำงาน ควรค่อยๆหาทางแก้ระบบ ระเบียบตามขั้นตอนที่ถูกต้องของสังคม อย่าให้กฎ ระเบียบมาปิดกั้นการทำงาน การพัฒนางานของตน ความคิดของตน ฯลฯ
.
 
2) เก่งในวิชาชีพ

           ต้องรู้จักวิธีเรียน ต้องขยันเต็มที่ แบ่งเวลาให้เป็น วางแผนเก่ง และต้องเป็นนักวางแผนสำหรับทุกอย่างในชีวิต รู้จักวิธีแก้ปัญหา รู้จักศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความสามารถในการสื่อ สอน มีความเป็นครู (แพทยศาสตร์ศึกษา) รู้จักระบาดวิทยา การวิจัย สามารถทำงานเป็นทีมได้ มีความเป็นผู้นำ รู้จักวางแผน ต้องเก่งคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ต้องมีความอยากเก่ง มีความขยัน มีการวางแผน รู้ลำดับของความสำคัญของทุกๆอย่างในชีวิต ต้องจับประเด็นเก่ง

          ต้องหาข้อมูลสำหรับการเรียนของตนเอง เช่น ถ้าเป็นนิสิตแพทย์ ปี 1 - 6 ต้องเรียนอะไร แล้วอยากจะทำอะไรหลังจบ พ.บ. แล้ว ถ้ารู้เร็วก็ยิ่งดี จะได้วางแผนแต่เนิ่นๆ เช่น จะอยู่ที่ต่างจังหวัด ในกรุงเทพ โรงเรียนแพทย์ รพ.ศูนย์ ทั่วไป ชุมชน รพ.เอกชน คลินิกส่วนตัว จะเป็นแพทย์สาขาใด ฯลฯ ควรพิจารณาแต่เนิ่นๆ รวมทั้งเกี่ยวกับการสอบ USMILE ใกล้ๆ การสอบ พ.บ. เพื่อถ้าจะไปเรียนต่ออเมริกาจะได้ไม่เสียเวลามาสอบ ซึ่งกว่าจะสอบได้ทุกขั้นตอนถึงแม้ไม่ตกเลยยังจะต้องใช้เวลาอย่างเร็วสุด 2 ปี หรือ จะไปอังกฤษซึ่งจะต้องสอบ PLAB และควรรู้ว่าการหางานทำทีมีเงินเดือนในอังกฤษยากมาก แต่จำเป็นถ้าจะต้องการสอบ MRCP (Board Medicine ของอังกฤษ)

          ต้องขยันเต็มที่ อย่างมีระบบ ต้องแบ่งเวลาเป็น โดยเริ่มต้นจาก 24 ชั่วโมงทีมีอยู่ :-

          ต้องนอนกี่ชั่วโมง 6 - 8 ชั่วโมง? ก็นอนเท่าที่ร่างกายของตนเองต้องการ ถ้าตนเองต้องการ 8 ชั่วโมง ก็นอนไป ไม่ต้องกลุ้มใจว่าเพื่อน นอนเพียง 6 หรือ 7 ชั่วโมง

           ตื่นขึ้นมาควรทำงานก่อน อาจอ่านหนังสือก่อนขึ้น ward ถ้ามีเวลา ถ้าไม่มีก็ไปทำงาน ฟังการบรรยายตามตารางสอน ต้องเข้าตรงเวลา ห้ามสาย ห้ามพูดคุย เล่นกับปากในห้องเรียน ฯลฯ ควรทานอาหารอย่างน้อยวันละ 3 มื้อ มื้อเช้า 25 % มื้อกลางวัน 50 % มื้อเย็น 25% ของพลังงานทั้งหมดที่ทานต่อวัน มื้อเช้าสำคัญมากสำหรับผู้ที่จะต้องทำงานหนัก สมองจะใช้พลังงานจากน้ำตาลในเลือดเท่านั้นระหว่างเรียน พ.บ., board ฯลฯ ไม่ต้องกลัวอ้วน (โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่อ้วน) แต่ขอให้ทานหนักไปทางผักผลไม้ ปลา ไก่ที่ไม่มีหนัง ทานข้าวได้เต็มที่ แต่ไม่ควรดื่มน้ำหวาน หรือทานของหวาน เอาข้าวเป็นพลังงานให้มากที่สุด (แทนของหวาน น้ำหวาน) ผู้ที่รับประทานอาหาร (โดยเฉพาะข้าว) ไม่พอ จะไม่มีกำลังเรียนหนังสือ ปะทะกับการศึกษาหนักที่คอยอยู่ ควรดูผู้ป่วยมากๆ เอาผู้ป่วยเป็นครู ดูผู้ป่วยแล้วต้องไปอ่านหนังสือเพิ่มเติม พยายามอ่านเรื่องที่อาจารย์จะพูด บรรยาย ก่อนเข้าเรียน ถ้าไม่เข้าใจอะไรจะได้ถาม พอเลิกจากการทำงานประจำวัน เช่น 17.00 น. อย่าเพิ่งไป อ่านหนังสือต่อ ควรไปล้างหน้าล้างตาแล้วไปออกกำลังกาย วิธีการออกกำลังกายที่ดีคือ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ หรือแอโรบิก หรือ edurance คือการเดินให้เร็วๆ หรือวิ่ง หรือเต้นแอโรบิก หรือถีบจักรยาน (อยู่กับที่) หรือว่ายน้ำ หรือกระโดดเชือก ฯลฯ ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ ควรทำ 2 นาทีอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าเดินต้องเดิน 40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จึงจะถือว่าดีต่อหัวใจ ปอด และระบบหมุนเวียนโลหิต แต่ถ้าไม่เคย ทำต้องค่อยๆทำถ้าทำได้ทุกวันก็จะยิ่งดีใหญ่ ไม่ต้องทำนานกว่านั้นเพราะมีอย่างอื่นที่จะต้องทำ กลับมาจากการออกกำลังกายระหว่างที่รอ ให้เหงื่อแห้งควรอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ หรือ Reader' s Digest ก่อนอาบน้ำ ทานข้าว แล้วจึงทำงานต่อ ถ้าออกกำลังกายได้แบบนี้ สมองจะปลอดโปร่งและจะสามารถอ่านหนังสือได้อีกหลายชั่วโมง การทำงานอาจะจะเป็นการอ่านหนังสือ เขียนรายงาน หรือขั้น ward ไปดูผู้ป่วยอีก ควรหาที่เงียบๆ อ่านหนังสือจะได้มีสมาธิ ต้องทำงานจนถึงเวลานอนโดยอาจต้องหยุดเป็นระยะๆ ควรวางแผนการทำงานของ วันรุ่งขั้น และควรอ่าน lecture ที่อาจารย์จะบรรยายในวันรุ่งขึ้น

            ในแต่ละวันต้องพยายามใช้เรียน computer ทุกคน ทุกอาชีพในโลกปัจจุบันจะต้องมีความรู้อย่างดีทาง computer ทุกคนควรมี ความรู้ทางภาษาอังกฤษโดยเฉพาะแพทย์ ขอให้เปิด dictionary สำหรับทุกๆ คำที่ไม่รู้ศัพท์ ภาษาก็เหมือนบารมี จะต้องค่อยๆ สะสม จะสร้างหรือเก่งในวัน 2 วันไม่ได้

            การเรียนจะต้องขยันเต็มที่ แต่ต้องอย่างมีระบบและถูกต้อง ต้องเรียนเป็น ท่องหนังสือเป็น ต้องจับประเด็นที่สำคัญให้ได้ ต้องสรุป หรือย่อความเป็น ต้องมีความสามารถในการสื่อ (เข้าใจดี ต้องสอน หรือพูดต่อได้ จึงจะถือว่าเจ้าใจ) เพราะหมอทุกๆคนไม่ว่าจะอยู่ทีไหนก็คือ
ครู ที่โรงเรียนแพทย์ก็เป็นครูแก่ลูกศิษย์ อันนี้เข้าใจง่ายของความเป็นครู แต่หมอที่โรงพยาบาลอำเภอก็ยังเป็นครู แต่เป็นครูกับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย พยาบาล เจ้าหน้าที่อื่นๆ ฯลฯ เวลาอ่านหนังสือจะต้องอ่านเร็วๆ 1 ครั้ง ให้ได้ภาพรวมก่อน ถ้ามีตำราภาษาไทยควร อ่านภาษาไทยก่อนแล้ว จึงอ่านภาษาอังกฤษ ตำราที่ภาควิชาอายุรศาสตร์แนะนำคือ Harrison's เวลาอ่านควรอ่านจนเข้าใจดี ซึ่งอาจต้องอ่าน 3 ครั้ง หรือ10 ครั้ง ซึ่งก็ต้องแล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน ซึ่งเรื่องนี้คงต้องยอมรับว่าเทวดาให้สมองมาไม่เท่ากันแต่ถ้าเราขยันเต็มที่อย่างมีระบบ อาจช่วยเราให้เก่งเท่าเพื่อนที่มีสมอง ที่ได้มากกว่าเทวดาได้ 
              เมื่ออ่านจนเข้าใจดีแล้วจึงทำโน้ตสั้นๆ ตามหัวข้อย่อยซึ่งทุกโรคจะมีประมาณ 10 หัวข้อ เช่น epidemiology, pathogenesis, clinical features, differential diagnoses, diagnosis, investigations, treatment, prevention, prognosis etc. note ต้องทำสั้นจริงๆ แต่ต้องทำหลังจากเข้าใจอย่างดียิ่งแล้ว   นอกจากนั้นยังควรพยายามถามตนเองว่าอาจารย์จะถามเราอะไรบ้างเกี่ยวกับโรคนี้ ถ้ามีข้อสอบก็เอามาลองตอบดู เวลาจะสอบก็ควรมาดู note ของตนเอง ถ้าไม่อ่าน Harrison's ก่อนสอบ อ่านยังไงก็ไม่จบเล่มตอนนั้น แต่ต้องคอยทำ note ของตนเองให้ทันสมัยตลอดเวลา

           การเรียนควรเอาผู้ป่วยเป็นหลัก ต้องขยันดูผู้ป่วยให้มากๆ อย่างละเอียด แล้วจึงไปอ่านหนังสือต่อเกี่ยวกับผู้ป่วยรายนี้ การที่จะเป็น clinician ที่ดีจะต้องเก่งในการซักประวัติ เก่งในการตรวจร่างกาย บวกลบคูณหารเก่ง คือวิเคราะห์และสังเคราะห์เก่ง การซักประวัติที่ดี จะต้องอาศัยอาจารย์ที่ดี ที่จะแนะนำให้อย่างดี อ่านหนังสือที่ดี ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมขอแนะนำ Primer of Medicine โดย M.H Pappworth หนังสือเล่มนี้ดีที่ว่าเขาสอนให้รู้ว่าอาการที่สำคัญจะต้องมีอะไรบ้าง อาการแสดงที่สำคัญคืออะไร ส่วนการตรวจร่างกายที่ดี ก็ต้องอาศัยอาจารย์ชี้แนะหนังสือ และการขยันตรวจอย่างถูกต้อง อย่างมีระบบตลอดเวลา ต้องตรวจให้ครบและถูกต้อง แต่ถ้าตรวจไม่พบ อาการแสดงที่มี ยังดีกว่า ไม่ได้ตรวจ เพราะวันนี้ที่ตรวจไม่พบเพราะเรายังไม่เก่ง แต่ข้างหน้าก็จะเก่งเอง แต่ถ้าไม่ตรวจ ไม่ฟัง หรือตรวจไม่เป็น อย่างไรๆ ก็จะไม่มีการตรวจพบ!

       ซักประวัติ ตรวจร่างกาย วิเคราะห์ สังเคราะห์แล้ว ต้องหัดพูดเสนอประวัติได้อย่างสั้นๆ ควรหัดพูดปากเปล่า จะได้ไม่ยืดยาดและกะทัดรัด ไม่ตะกุกตะกักเหมือนตอนอ่าน แต่ต้องหัดทำบ่อยๆ จากประวัติควรคิดถึงโรคอะไรบ้าง ก่อนไปตรวจร่างกายควรนึกว่าเราควรจะต้องพยายาม ตรวจอะไรให้ละเอียดเป็นพิเศษ จากประวัติและตรวจร่างกายเรานึกถึงโรคอะไร มีข้อมูลอะไรสนับสนุน มีข้อมูลอะไรที่คัดค้านต้องเอามาพูดด้วย อาจารย์จะได้รู้ว่าเรามีการ reasoning แล้ว ถูกผิดไม่เป็นไร สำหรับนิสิตควรมี problem list เช่น ปวดหัว ไข้ อาเจียน คอแข็ง ซึ่ง 4 ปัญหา สำหรับแพทย์ที่ชำนาญแล้วอาจโยงไปเป็น meningitis ได้เลย การตรวจเพิ่มเติมควรตรวจเท่าที่จำเป็นเท่านั้นสำหรับผู้ป่วยรายนี้ โดยอาศัยหลัก ที่ว่าทำจากง่ายไปยาก จากราคาถูกไปราคาแพง จากไม่เจ็บตัวไปเจ็บตัว และอาจต้องคิดไว้ด้วยว่าถ้าอาจารย์ให้ทำเพียงอย่างเดียวจะทำอะไร เช่น ถ้าปวดท้องสงสัยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี อาจขอทำ ultrasound ถ้าอาจารย์ขอให้เลือกการตรวจเพิ่มเติมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            นิสิตต้องมีมารยาทที่ดีในการตรวจผู้ป่วย ต้องแต่งตัวเรียบร้อย ผมเผ้า รองเท้า เสื้อคลุม ไม่มีกลิ่นเหม็นไม่ว่าจากที่ไหน ต้องดูสะอาด ต้องแนะนำตนเองเวลาตรวจจะต้องสุภาพ ปิดม่านให้มิดชิด ถ้าเป็น นสพ.ชายตรวจผู้ป่วยหญิงต้องมีเพื่อนหญิงหรือพยาบาลอยู่เป็นเพื่อน ตรวจเสร็จต้องขอบคุณ ต้องหัดสอนพูดกับผู้ป่วยให้เป็น ต้องค่อยๆ ทำจนถามคำถามให้เข้าเป้าโดยเร็ว ไม่ใช่จะสอบ พ.บ. อยู่แล้ว ถาม 100 คำถามยังไม่เข้าประเด็นที่สำคัญเลย

           สรุปก็คือ การที่จะเป็นหมอที่ดีจะต้องมีความสามารถทางด้านการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วิเคราะห์ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นครู (มีความสามารถในการอธิบาย สื่อ) ต้องสนใจและเก่ง computer ภาษาอังกฤษ ต้องแบ่งเวลาให้เป็นตอนแรกให้ความสำคัญกับการเรียนก่อน พอไปได้ดีแบ่งเวลาให้ตนเอง เพื่อน ครอบครัว กิจกรรมต่างๆ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้าในระหว่างเป็น นสพ. และถ้าจะดื่มควรเพื่อสุขภาพเท่านั้น ไม่เล่นการพนัน ไม่เสพยา ไม่เที่ยวสำส่อน ฯลฯ มีความรู้รอบตัว ถ้าว่างควรอ่านหนังสืออ่านเล่นที่ดีๆ ดูสารคดีทางทีวี ฯลฯ ควรพยายามนำ ความรู้ทางด้าน premed, preclinic คือ basic science มาใช้ให้เป็นประโยชน์ การทำอะไรควรมีการคิด หาข้อมูล วางแผนอย่าง ละเอียดรอบคอบ ทำอย่างเป็นระบบ ขั้นตอน โดยขยันเต็มที่ติดตาม แก้ไข พัฒนา วิเคราะห์ อยู่ตลอดเวลา ต้องแบ่งเวลาเก่ง ควรที่แบ่งเวลาเป็น ใช้เวลาเป็น จะมีโอกาสสำเร็จมากกว่าผู้ที่ใช้เวลาไม่เป็น เพราะเวลาเป็นของมีค่า และทุกๆ คนมีเวลาเท่ากันทั้งนั้น อย่าให้มีการฆ่าเวลา รออย่างโน้นอย่างนี้ก่อน นอกจากความรู้ที่มีอยู่แล้วยังต้องอาศัยสามัญสำนึก เชาว์ด้วยต้องรู้ด้วยว่าโรคบางโรคพบได้บ่อยในประเทศไหน น้อยในประเทศไหน เช่น Crohn's disease และ วัณโรคของลำไส้มีอาการคล้ายกันมาก แต่ Crohn's พบได้น้อยมากในประเทศไทย พบได้มากในยุโรป อเมริกา ส่วนประเทศไทยพบวัณโรคได้มาก ฉะนั้นถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายๆ กันเช่นนี้ควรนึกถึงวัณโรคก่อน ถ้าอยู่ในประเทศไทยและเป็นคนไทย !
            
 
3) มีความรู้รอบตัว
          
          แพทย์หรือคนทุกวิชาชีพจะต้องมีความรู้รอบตัว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมจิตวิทยา การบริหาร งบประมาณ บัญชี เกษตร ฯลฯ ควรฟังข่าวบ่อยๆ ดูสารคดีทางทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ที่ดี ทั้งไทยและอังกฤษ ควรพยายามอ่านหนังสืออ่านเล่นเป็นระยะๆ จะได้ทั้งภาษาและ ความรู้ เมื่อเรียนไปได้ดีพอสมควรควรทำกิจกรรมของคณะ ควรมีเวลาให้ตนเองในการออกกำลังกาย สำหรับเพื่อนฝูงหรือญาติ ควรมีงานอดิเรก ควรพยายามพัฒนาตนเองให้มีความสามารถพิเศษ เช่น เล่นดนตรี ทำอาหาร เก่งคอมพิวเตอร์ ทำสวน ถ่ายรูป วาดรูป ฯลฯ
 
4) มีสุขภาพที่ดี
      
        สุขภาพที่ดี คือ ดี ทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ การเรียนแพทย์หนักมาก สุขภาพจึงต้องดี สุขภาพจะดีได้ด้วยการ :-
           1) รับประทานอาหารที่เหมาะสม หนักไปทางผัก ปลา ไก่ (ไม่มีหนัง) ข้าว ผลไม้ หลีกเลี่ยงของมันๆ มันสัตว์ หนังสัตว์ ไข่แดง เครื่องใน กะทิ ของหวาน น้ำหวาน ฯลฯ
           2) ออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือ เดิน หรือวิ่ง หรือว่ายน้ำ หรือถีบจักรยาน หรือเต้นแอโรบิก ทุกวันๆละ 20 นาที
           3) ไม่สูบบุหรี่
           4) ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในขณะเป็นนิสิต ถ้าดื่มเพื่อสุขภาพไม่ควรเกิน 2 หน่วยต่อวัน (ทั้งหญิงและชาย) 1 หน่วย คือ 30 ซีซีวิสกี้ หรือเบียร์ 1 กระป๋องเล็ก หรือไวน์ 1 แก้ว
           5) ไม่เล่นการพนัน
           6) ไม่ใช้ยาเสพติด
           7) ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ต้องอย่างปลอดภัย
           8) เดินสายกลางในชีวิต
              สำหรับนิสิตแพทย์ที่กำลังจะจบและกำลังจะก้าวไปสู่โลกภายนอก ในฐานะแพทย์ใช้ทุน Intern หรือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ผมขอเสนอแนะดังนี้

              หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ ๆ ท่านจะไปอยู่ ถามให้ชัดเจนว่าจะต้องไปอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร นานเท่าไหน ที่โรงพยาบาลนั้น ๆ มีแพทย์อยู่กี่คน สาขาอะไรบ้าง ที่พัก การทำงาน ห้องสมุด คอมพิวเตอร์ ระยะทางจากกรุงเทพ ฯลฯ

              ต้องมีหนังสือคู่มือติดตัวไปบ้าง พยายามหาชื่อ ที่อยู่ โทรศัพท์ e-mail ของอาจารย์ที่สนิทสนม

               ทุกๆ คนต้องเริ่มต้นโต some time! ฉะนั้น อย่ากังวลมาก ขอให้เป็นคนขยัน วางแผน ดูผู้ป่วยบ่อยๆ สื่อกับญาติผู้ป่วยบ่อยๆ อย่างพอเหมาะ พยายามเข้ากับทุกๆ คนให้ได้ โดยเฉพาะพยาบาล พยายามชนะใจทุกๆ คน ด้วยความขยัน อ่อนน้อม มนุษยสัมพันธ์ที่ดี มารยาทที่ดี ต้องซักประวัติที่เก่งเข้าเป้าโดยเร็ว ตรวจร่างกายที่ละเอียด รู้ล่วงหน้าว่าต้องตรวจอะไรเป็นพิเศษ ต้องบวกลบคูณหาร วิเคราะห์ สังเคราะห์เก่ง ต้องเขียนหน้าป้ายอย่างละเอียด ที่อ่านออก ต้องวินิจฉัยโรคโดยเหตุผล มีข้อมูลสนับสนุน และคัดค้าน ตรวจเพิ่มเติมเท่าที่จำเป็น เริ่มต้นจากที่ไม่เจ็บตัว ไม่แพง และง่าย

               ต้องเป็นผู้ที่อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา มีความคิดริเริ่ม อย่าทำงานประจำวันเท่านั้น ต้องมีการอ่านหนังสือ คุยกับเพื่อนร่วมงาน มีการศึกษาต่อเนื่อง กล้าพูด กล้าถาม กล้าตามพี่ๆ หรืออาจารย์เข้าได้กับทุกๆ คน ทุกๆ อาชีพ ทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย

               ต้องวางแผนตลอดเวลา หาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ จะอยู่ที่ไหน จะไปเรียนต่อที่ไหน ในที่สุดจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน กรุงเทพฯ ต่างจังหวัด โรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน เอกชน ฯลฯ หรือจะไปนอก ทั้งหมดนี้อยู่ที่เรา ถ้าเราดี เก่งพอควร มีมนุษยสัมพันธ์ สื่อกับผู้ป่วยและญาติ ไม่น่าจะมีปัญหาขอให้ทุกๆ คนโชคดีครับ

ด้วยความปรารถนาดี

(พินิจ กุลละวณิชย์)

ที่มา : แพทยสภาสาร, ปีที่ 32 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2546; 229-237.